top of page

อย่าเริ่มจากสิ่งที่อาจารย์อยากสอน

  • Writer: Sathaworn
    Sathaworn
  • 3 days ago
  • 2 min read
อย่าเริ่มจากสิ่งที่อาจารย์อยากสอน ให้เริ่มจากสิ่งที่นักศึกษาต้องทำได้เมื่อเรียนจบ

เมื่อเริ่มออกแบบรายวิชา อาจารย์จำนวนไม่น้อยมักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “วิชานี้ควรสอนเรื่องอะไรบ้าง”

จากนั้นจึงจัดลำดับบทเรียน แบ่งหัวข้อรายสัปดาห์ เตรียมสไลด์ เลือกตำรา และออกข้อสอบตามเนื้อหาที่สอนไป

วิธีดังกล่าวอาจดูเป็นระบบ แต่มีจุดอ่อนสำคัญ คือเราอาจจัดการเรียนการสอนได้ครบทุกหัวข้อ แต่ผู้เรียนกลับไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง


ในแนวคิดการศึกษาที่มุ่งผลลัพธ์ หรือ Outcome-Based Education: OBE คำถามแรกจึงไม่ควรเป็น

“อาจารย์อยากสอนอะไร” แต่ควรเป็น “เมื่อเรียนจบแล้ว นักศึกษาต้องสามารถทำอะไรได้”


ความแตกต่างของคำถามเพียงประโยคเดียว เปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบรายวิชาแทบทั้งหมด



จากการสอนเนื้อหา สู่การพัฒนาความสามารถของผู้เรียน

การสอนแบบเดิมมักให้ความสำคัญกับสิ่งที่อาจารย์ส่งมอบ เช่น

  • เนื้อหาที่สอนครบหรือไม่

  • ใช้ตำราเล่มใด

  • มีสไลด์กี่บท

  • จัดกิจกรรมกี่ครั้ง

  • ออกข้อสอบครอบคลุมเนื้อหาหรือไม่

แต่ OBE ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนหลังผ่านกระบวนการเรียนรู้กล่าวคือ ผู้เรียนต้องไม่เพียง “เคยเรียน” หรือ “เคยฟัง” แต่ต้องสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าเกิดความรู้ ทักษะ หรือพฤติกรรมตามที่กำหนดไว้จริง


Course Learning Outcomes หรือ CLOs คือข้อความที่ระบุว่านักศึกษาคาดว่าจะสามารถทำอะไรได้หลังจากเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ โดยต้องเขียนจากมุมมองของผู้เรียน เชื่อมโยงกับ Program Learning Outcomes และใช้คำกริยาที่สามารถสังเกต สอน เรียนรู้ และประเมินได้


ดังนั้น การเขียนว่า “เพื่อให้นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัล” ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ เพราะเราไม่รู้ว่านักศึกษาต้องแสดงความรู้นั้นออกมาอย่างไร ควรปรับเป็น “นักศึกษาสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคออนไลน์เพื่อเสนอแนวทางการสื่อสารการตลาดได้”


ประโยคหลังทำให้อาจารย์มองเห็นทันทีว่า นักศึกษาต้องเรียนรู้อะไร ต้องทำกิจกรรมแบบใด และควรประเมินด้วยวิธีใด


Backward Curriculum Design: เริ่มจากปลายทางแล้วออกแบบย้อนกลับ

แนวคิดสำคัญที่ช่วยให้อาจารย์เปลี่ยนจากการจัดเนื้อหาไปสู่การออกแบบผลลัพธ์ คือ Backward Curriculum Design

หลักคิดของแนวทางนี้คือ การกำหนดปลายทางก่อน แล้วจึงย้อนกลับมาวางแผนว่าผู้เรียนต้องผ่านกระบวนการใดจึงจะไปถึงปลายทางนั้น


Program Learning Outcomes: PLOs → Curriculum Development โดยใช้ Backward Curriculum Design → Course Learning Outcomes: CLOs → Learning Activities and Assessment


ลำดับนี้สะท้อนว่า กิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินไม่ควรถูกคิดขึ้นอย่างแยกส่วน แต่ต้องย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับ CLOs และ PLOs อย่างชัดเจน


อาจารย์จึงควรคิดตามลำดับต่อไปนี้


1. เมื่อเรียนจบ นักศึกษาต้องทำอะไรได้

เริ่มจากการกำหนดความสามารถปลายทางให้ชัดเจน ไม่ใช่เพียงระบุว่านักศึกษาต้อง “รู้” หรือ “เข้าใจ” แต่ต้องระบุว่าผู้เรียนจะแสดงความรู้หรือความเข้าใจนั้นผ่านการกระทำใด

ตัวอย่างเช่น

  • อธิบายหลักการรักษาความปลอดภัยการบินได้

  • วิเคราะห์ปัญหาการให้บริการผู้โดยสารได้

  • ออกแบบแผนการตลาดสำหรับธุรกิจการบินได้

  • ปฏิบัติตามขั้นตอนการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มได้

  • ประเมินทางเลือกและให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจได้


คำกริยาเหล่านี้ช่วยทำให้ผลลัพธ์มองเห็นและประเมินได้ ควรหลีกเลี่ยงคำที่คลุมเครือ เช่น know, understand, learn, be familiar with และ be aware of เพราะคำเหล่านี้ไม่แสดงพฤติกรรมที่สามารถสังเกตหรือประเมินได้อย่างชัดเจน


2. จะรู้ได้อย่างไรว่านักศึกษาทำได้จริง

เมื่อกำหนดผลลัพธ์แล้ว ขั้นต่อไปคือการหาหลักฐาน

  • หาก CLO ระบุว่านักศึกษาต้อง “ออกแบบ” การประเมินควรเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ออกแบบจริง

  • หาก CLO ระบุว่าต้อง “วิเคราะห์” การประเมินควรให้ผู้เรียนวิเคราะห์กรณีศึกษา ข้อมูล หรือปัญหาจริง

  • หาก CLO ระบุว่าต้อง “ปฏิบัติ” การประเมินไม่ควรใช้เฉพาะข้อสอบปรนัย แต่ควรมีการสาธิต การทดลอง การจำลองสถานการณ์ หรือการประเมินจากผลงาน


ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ CLO ต้องการทักษะระดับสูง แต่การประเมินกลับวัดเพียงความจำ

ตัวอย่างเช่น

CLO ระบุว่า “นักศึกษาสามารถออกแบบแผนการตลาดดิจิทัลได้” แต่ข้อสอบถามเพียง “จงบอกความหมายของการตลาดดิจิทัล” ข้อสอบดังกล่าวอาจวัดความรู้พื้นฐาน แต่ยังไม่สามารถยืนยันว่านักศึกษาออกแบบแผนการตลาดได้จริง


3. นักศึกษาต้องฝึกอะไรจึงจะทำได้

เมื่อรู้ผลลัพธ์และหลักฐานแล้ว จึงค่อยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้

  • หากต้องการให้นักศึกษาวิเคราะห์ นักศึกษาต้องได้ฝึกวิเคราะห์ ไม่ใช่ฟังการบรรยายเพียงอย่างเดียว

  • หากต้องการให้นักศึกษาออกแบบ นักศึกษาต้องได้ทดลองสร้างงาน รับข้อเสนอแนะ แก้ไข และนำเสนอผลงาน

  • หากต้องการให้นักศึกษาปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพ นักศึกษาต้องได้ฝึกในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการทำงานจริง


กิจกรรมการเรียนรู้จึงไม่ควรถูกเลือกเพราะ “น่าสนใจ” เท่านั้น แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “กิจกรรมนี้ช่วยให้นักศึกษาบรรลุ CLO ข้อใด” ถ้าตอบไม่ได้ กิจกรรมนั้นอาจสร้างความสนุก แต่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ตามที่รายวิชากำหนด

ตั

วอย่างการเปลี่ยนจากการคิดแบบเดิมสู่ Backward Design

สมมติว่าอาจารย์สอนรายวิชาอาหารและเครื่องดื่มสำหรับธุรกิจการบิน


วิธีคิดแบบเริ่มจากเนื้อหา

อาจารย์อาจแบ่งเนื้อหาเป็น

  • ประเภทของอาหาร

  • ประเภทของเครื่องดื่ม

  • การจัดโต๊ะ

  • การผสมเครื่องดื่ม

  • การออกแบบเมนู

  • การบริการบนเครื่องบิน

หัวข้อเหล่านี้อาจเหมาะสม แต่ยังไม่ชัดเจนว่าหลังเรียนจบ นักศึกษาต้องทำอะไรได้


วิธีคิดแบบ Backward Curriculum Design

เริ่มจากผลลัพธ์ว่า

“นักศึกษาสามารถออกแบบและนำเสนอชุดอาหารและเครื่องดื่มสำหรับเส้นทางบินที่กำหนด พร้อมให้เหตุผลเกี่ยวกับการเลือกเมนู กระบวนการผลิต และข้อจำกัดในการให้บริการได้”


เมื่อปลายทางชัดเจน อาจารย์สามารถย้อนกลับมาออกแบบได้ทันทีว่าการประเมินควรเป็นโครงงานออกแบบชุดอาหารและเครื่องดื่มตามเส้นทางบิน กิจกรรมการเรียนรู้ควรประกอบด้วยการวิเคราะห์เส้นทางบิน ศึกษาข้อจำกัดด้านการจัดเก็บ ความปลอดภัย เวลาในการให้บริการ วัฒนธรรมผู้โดยสาร และต้นทุน


เนื้อหาที่สอนควรเป็นความรู้ที่จำเป็นต่อการสร้างผลงานดังกล่าว การออกแบบจึงไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะ “สอนเรื่องใดบ้าง” แต่เป็นการตัดสินใจว่า “ผู้เรียนต้องใช้ความรู้และทักษะใดเพื่อสร้างผลงานปลายทาง”


CLO ที่ดีต้องไม่ใช่เพียงประโยคที่ดูเป็นวิชาการ

การเขียน CLO ไม่ใช่การนำคำกริยาจาก Bloom’s Taxonomy มาใส่หน้าหัวข้อเนื้อหาแล้วถือว่าสมบูรณ์

CLO ที่ดีต้องทำให้อาจารย์และนักศึกษามองเห็นภาพตรงกันว่า

  • ผู้เรียนต้องทำอะไร

  • ทำกับเนื้อหาหรือปัญหาใด

  • ทำภายใต้บริบทหรือเงื่อนไขใด

  • จะใช้หลักฐานอะไรยืนยันว่าทำได้


รูปแบบการเขียน CLO

Action Verb + Object of the Verb + Modification หรือ Context


ตัวอย่างเช่น

“วิเคราะห์ + ปัญหาการให้บริการผู้โดยสาร + จากกรณีศึกษาของสายการบิน”


โครงสร้างนี้ชัดเจนกว่าการเขียนว่า “เข้าใจปัญหาการให้บริการผู้โดยสาร”

เพราะคำว่า “วิเคราะห์” แสดงพฤติกรรมที่สามารถสังเกตและประเมินได้ ขณะที่คำว่า “เข้าใจ” ยังไม่บอกว่าผู้เรียนต้องแสดงความเข้าใจออกมาอย่างไร


นอกจากนี้ CLO ควรผ่านการตรวจสอบตามหลัก SMAAART ได้แก่ Specific, Measurable, Aligned, Achievable, Applicable, Relevant และ Timely กล่าวคือ CLO ต้องชัด วัดได้ เชื่อมโยงกับ PLO ทำได้จริง นำไปใช้ได้ เกี่ยวข้องกับรายวิชา และบรรลุได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด


Constructive Alignment: ทุกองค์ประกอบต้องไปในทิศทางเดียวกัน

Backward Curriculum Design จะทำงานได้ดีเมื่อทุกองค์ประกอบของรายวิชาเกิดความสอดคล้องกัน

ความสอดคล้องดังกล่าวเรียกว่า Constructive Alignment

กล่าวคือ

  • PLO ระบุความสามารถระดับหลักสูตร

  • CLO ระบุสิ่งที่รายวิชาจะมีส่วนช่วยพัฒนา

  • กิจกรรมการเรียนรู้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึก

  • การประเมินเก็บหลักฐานว่าผู้เรียนทำได้จริง


หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไม่สอดคล้อง ระบบทั้งหมดจะอ่อนแรงลง ตัวอย่างเช่น

  • ถ้า CLO ต้องการให้ผู้เรียน “สร้าง” แต่กิจกรรมทั้งหมดเป็นการฟังบรรยาย ผู้เรียนอาจไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะการสร้าง

  • ถ้า CLO ต้องการให้ผู้เรียน “ปฏิบัติ” แต่ใช้ข้อสอบข้อเขียนเพียงอย่างเดียว การประเมินอาจไม่สะท้อนความสามารถจริง

  • ถ้า CLO ไม่เชื่อมโยงกับ PLO รายวิชาอาจมีเนื้อหาที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้สนับสนุนผลลัพธ์ของหลักสูตร


CLO ต้องสอดคล้องกับ PLO ทั้งในด้านเนื้อหาและระดับการเรียนรู้ และ CLO ต้องเป็นส่วนย่อยของ PLO ที่หลักสูตรกำหนด


คำถามที่อาจารย์ควรถามก่อนออกแบบรายวิชา

ก่อนเปิดตำรา ทำสไลด์ หรือวางแผนรายสัปดาห์ ลองตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัด


  1. เมื่อเรียนจบ นักศึกษาต้องสามารถทำอะไรได้

  2. ความสามารถนั้นเชื่อมโยงกับ PLO ข้อใด

  3. นักศึกษาต้องใช้ความรู้และทักษะอะไร

  4. จะใช้หลักฐานใดยืนยันว่าผู้เรียนทำได้จริง

  5. นักศึกษาต้องผ่านกิจกรรมและการฝึกแบบใด

  6. เนื้อหาใดจำเป็นต่อผลลัพธ์ และเนื้อหาใดอาจตัดออกได้

  7. การประเมินวัดระดับความสามารถเดียวกับที่ CLO ระบุหรือไม่


คำถามสำหรับการกำหนดผลลัพธ์ของรายวิชา เช่น ผู้เรียนจำเป็นต้องรู้อะไร ต้องทำอะไรได้ มีความรู้หรือทักษะเดิมอะไร และรายวิชานี้จะเชื่อมโยงหรือต่อยอดไปสู่ความรู้และทักษะด้านใด คำถามเหล่านี้ช่วยให้อาจารย์ไม่หลงไปกับการเพิ่มเนื้อหาโดยไม่จำเป็น


การสอนครบ ไม่ได้แปลว่าผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์

  • อาจารย์อาจสอนครบทุกบทตามแผน แต่ผู้เรียนอาจยังทำงานจริงไม่ได้

  • อาจารย์อาจใช้เทคโนโลยีจำนวนมาก แต่เทคโนโลยีเหล่านั้นอาจไม่ช่วยให้ผู้เรียนบรรลุ CLO

  • อาจารย์อาจมีกิจกรรมที่สนุก แต่กิจกรรมอาจไม่สร้างความรู้หรือทักษะที่ต้องการ


ดังนั้น คุณภาพของรายวิชาไม่ควรวัดจากปริมาณเนื้อหา จำนวนสไลด์ หรือความซับซ้อนของกิจกรรมเพียงอย่างเดียว

ต้องวัดจากคำถามที่สำคัญกว่า คือ “เมื่อสิ้นสุดรายวิชา นักศึกษาสามารถแสดงความสามารถตามที่กำหนดไว้ได้หรือไม่” นี่คือจุดที่ทำให้ Backward Curriculum Design มีความสำคัญ มันบังคับให้อาจารย์หยุดคิดจากมุมของผู้สอน และเริ่มออกแบบจากมุมของผู้เรียน


สรุป

การออกแบบรายวิชาที่มีคุณภาพไม่ควรเริ่มจากการรวบรวมเนื้อหาที่อาจารย์อยากสอนให้ได้มากที่สุด

แต่ควรเริ่มจากการกำหนดให้ชัดว่า เมื่อเรียนจบแล้ว นักศึกษาต้องสามารถทำอะไรได้


เมื่อผลลัพธ์ชัด การประเมินจะชัด กิจกรรมการเรียนรู้จะมีเป้าหมาย และเนื้อหาที่เลือกใช้จะมีเหตุผลรองรับ

อาจารย์จึงไม่ควรถามเพียงว่า “ภาคการศึกษานี้ฉันจะสอนอะไร” แต่ควรถามว่า

“เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา นักศึกษาของฉันจะทำอะไรได้ดีขึ้นกว่าเดิม” เพราะหน้าที่ของการศึกษาไม่ใช่การทำให้เนื้อหาถูกสอนจนครบ แต่คือการทำให้ผู้เรียนเกิดความสามารถที่นำไปใช้ได้จริง


อย่าเริ่มจากสิ่งที่อาจารย์อยากสอนให้เริ่มจากสิ่งที่นักศึกษาต้องทำได้เมื่อเรียนจบ


Comments


Wix Cover Photos (4)_edited.png

"เพราะสงสัย จึงได้ค้นหา ความรู้ที่ได้มา จึงขอแบ่งปัน"
ที่ Brainboosted เราเชื่อว่าคำถาม และข้อสงสัยคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

ยิ่งเราสงสัยมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้ศึกษาค้นคว้ามากขึ้นเท่านั้น

และเมื่อเราได้ความรู้มาแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดคือการส่งต่อ

การแบ่งปันความรู้ การต่อยอดความคิด จะช่วยเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น
Brainboosted คือพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน หากคุณมีคำถาม เราจะพยายามหาคำตอบ

ความรู้คือของขวัญ และเราเชื่อว่าการให้คือการรับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

©2023 by Brainboosted. Proudly created with Wix.com

bottom of page